Header Ads

สมาคมพุทธธรรมสงเคราะห์นางรอง (พ่งไล๊ 23) จังหวัดบุรีรัมย์ จัดงานวันคล้ายวันเกิด“องค์ฮุดโจ้” ประจำปี 2561 ประชาชนร่วมรับแจกทานในงานคับคั่ง

สมาคมพุทธธรรมสงเคราะห์นางรอง (พ่งไล๊ 23) จังหวัดบุรีรัมย์ จัดงานวันคล้ายวันเกิด“องค์ฮุดโจ้” ประจำปี 2561  ประชาชนร่วมรับแจกทานในงานคับคั่ง

วันนี้  (29 พค 61) คณะกรรมการสมาคมพุทธธรรมสงเคราะห์นางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ จัดงานวันคล้ายวันเกิด“องค์ฮุดโจ้” ประจำปี 2561 ภายในงานจัดให้มีโรงทานมาร่วมออกแจกทานให้ประชาชนกินฟรี กว่า 50 โรงทาน  มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
ประวัติ "องค์ฮ้อเฮี๊ยฮุ้งฮุดโจ้ว"
ตอนต้นราชวงศ์หมิงมี “ ซักบ้อเซียน ’’ ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งชัยภูมิทำเลที่ตั้ง ทั้งหลายท่านสามารถชัยภูมิว่าเป็นที่ที่เป็นมลคลหรือเป็นอับมลคลได้อย่าง แม่นยำ เหมือนดั่งตำรา เพียงท่านได้ก้มลงนั่งยอง ๆ ณ ที่ใดก็ตามสถานที่แห่งนั้นมักจะเป็น ที่ที่เป็นศิริมงคล ดังนั้นผู้คนจึงมักแกะสลักคำทำนายทายทักของท่านเป็นอักษรตัวเว้าด้วยวัตถุใน สมัยโบราณ เพี่อเป็นการทดสอบความแม่นยำตามทำนายของท่าน นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงท่าน ฮ้อเอี้ยฮุ้น ตั้งแต่ อิ๋วเหลียงพ่ายศึกท่านแกล้งเป็นบ้ารอนแรมร่อนเร่มาถึง ณ ที่แห่งนี้
ตอนต้นราชวงศ์หมิงมี “ ซักบ้อเซียน ’’ ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งชัยภูมิทำเลที่ตั้ง ทั้งหลายท่านสามารถชัยภูมิว่าเป็นที่ที่เป็นมลคลหรือเป็นอับมลคลได้อย่าง แม่นยำ เหมือนดั่งตำรา เพียงท่านได้ก้มลงนั่งยอง ๆ ณ ที่ใดก็ตามสถานที่แห่งนั้นมักจะเป็น ที่ที่เป็นศิริมงคล ดังนั้นผู้คนจึงมักแกะสลักคำทำนายทายทักของท่านเป็นอักษรตัวเว้าด้วยวัตถุใน สมัยโบราณ เพี่อเป็นการทดสอบความแม่นยำตามทำนายของท่าน นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงท่าน ฮ้อเอี้ยฮุ้น ตั้งแต่ อิ๋วเหลียงพ่ายศึกท่านแกล้งเป็นบ้ารอนแรมร่อนเร่มาถึง ณ ที่แห่งนี้ แต่ไม่อาจทราบถึงที่อยู่อันเป็นหลักแหล่งที่แน่นอนของท่านได้รู้แต่เพียงว่า ส่วนใหญ่ ท่านจะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านห่งกังกับตระกูลโล้ว และยังมีคำร่ำลือว่านอกชนบทแห่งนี้ มีสุสานที่ฝังศพของท่านด้วย แท้ที่จริงแล้ว ‘ ซักบ้อเซียน ’’ หรือ ‘ ฮ้อเอี้ยฮุ้น ’’ ก็คือบุคคลนั้นเอง ท่านฮ้อเอี้ยฮุ้น อดีตคือเสนาธิการกองทัพของกษัตริย์ ตั่งอิ๋วเหลียง แห่งราชวงศ์ฮั่นอันเกรียงไกร ตั่งอิ๋วเหลียง กับจูง่วงเจีย หลังจากได้นำกองทัพผ้าพันคอสีแดง ออกทำการล้มล้างราชวงศ์ง้วงแล้ว ทั้งสองได้แย่งชิงกันเข้าครอบครองในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ 1393 ตลอดระยะเวลา 85 วัน ของการทำศึกสงครามที่ทะเลสาบพัวเอี่ยงโอ๊ว ปรากฏว่าตั่งอิ๋วเหลียงได้รับชัยชนะถึง 99 ครั้ง แต่ในที่สุดในการทำศึกครั้งสุดท้ายได้พ่ายแพ้แก่จูง่วงเจียโดยถูกศรสิ้นพระ ชนม์ดังลี่เป็นโอรสของตั่งอิ๋วเหลียง ได้สืบทอดบัลลังก์แทน แต่ตังลี่ได้ยอมแพ้แก่ จูง้วงเจีย เมื่อจูง่วงเจียได้รับชัยชนะจึงได้สถาปนาราชวงษ์หมิงขึ้นมาแต่ เหล่าแป๊ะอุง เสนาธิการกองทับของจูง่วงเจีย กับมิอาจลืมเลือนบทเรียนความพ่ายแพ้ศึกถึง 99 ครั้ง ในอดีตได้ท่านยกยองและนับถือในความสามารถของฮ้อเอี้ยฮุ้น เป็นอย่างมาก จึงได้กราบบังคมทูลเสนอกษัตริย์จูง่วงเจียให้ทรงรับฮ้อเอี้ยฮุ้นเป็นเสนาบดี ซึ่งพระองค์ก็ทรงอนุญาตและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง ณ พระราชวังโดยทันที ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ฮ้อเอี้ยฮุ้นเข้าเฝ้า รับสนองพระบรมราชโองการแต่ปรากฏว่าฮ้อเอี้ยฮุ้นปฏิเสธด้วยความสุภาพอ่อนน้อม หลังจากที่ ฮ้อเอี้ยฮุ้น ได้ปฏิเสธการรับตำแหน่งเสนาบดีแล้วท่านก็ได้ออกร่อนเร่พเนจรไปตามที่ต่าง ๆ โดยปกปิดชื่อเสียงเรียบนามแกล้งทำตัวเป็นบ้า ในช่วงระหว่างปีอั่งยู้แห่ง ราชวงค์หมิง ฮ้อเอี้ยฮุ้นร่อนเร่จากเหนือไปยังใต้จนถึงเขตแต้จิ๋ว ในยามชราจึงได้ปักหลักที่ชนบทกุ๊ยสื่อฮวง ณ เมืองเตี่ยเอี๊ย ซึ่งในสถานที่แห่งนี้นี่เอง ที่ฮ้อเฮี้ยฮุ้น ได้รับการสรรเสริฐกล่าวขานจากชาวบ้านทั่วไปมากมาย และมีการเล่าขานสืบทอดกันมาไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ฮ้อเอี้ยฮุ้น ได้รับเสื้อเทพเจ้าชนบทแห่งเมืองเทพเจ้าซึ่งเป็นที่มาแห่งเมืองประตูเทพเจ้า แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ “ ประตูคีแจ่มึ๊ง ’’ “เพ๊กชวงพบฮ้อเอี้ยฮุ้นอย่างอัศจรรย์ สัญลักษณ์ที่ใช้กิ่งใบต้นไทรแขวนไว้บนขอบประตูในเทศกาลง่วงเซียว ( เทศกาลขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 ตามปีปฎิทินจีน ) หรือแม้แต่ เจียะเต็ง ( ศาลาหิน ) ซึ่งมีที่มาจากเรื่องการสร้างศาลของฮ้อเอี้ยฮุ้นแล้วแต้ก๊กเส่งทำลายจนหอก หักตามคำทำนายของฮ้อเอี้ยฮุ้น เรื่องราวที่เล่าขานสืบทอดกันมาเกี่ยวข้องกับ ฮ้อเอี้ยฮุ้น หรือซักบ้อเซียน ระหว่างที่ท่านพำนักอยู่ในเขตแต้จิ๋วทั้งสิ้น กาลเวลาผ่านไปอันยาวนานในวันที่ท้องฟ้าแจ่มในวันหนึ่งขณะที่ ‘ ฮ้อเอี้ยฮุ้น ’’ หรือ ‘ ซักบ้อเซียน ’’( เทพเจ้าเหา ) ซึ่งพำนักอยู่กับแม่เฒ่าตระกูลโล้ว ฮ้อเอี้ยฮุ้นได้ถอดเสื้อคลุมออก ผึ่งแดดและพักผ่อนนอนหลับ ท่านผู้เฒ่าผู้เป็นเจ้าของบ้านเห็นว่าเสื้อคลุมของท่านทั้งสกปรกทั้งเหม็น และเต็มไปด้วยเหา จึงได้ลงมือนำน้ำร้อนมาราดที่เสื้อของฮ้อเอี้ยฮุ้น ทำให้ฮ้อเอี้ยฮุ้นตกใจตื่นขึ้นมาด้วยความร้อนรุ่ม สุดทนและร้องเสียงดังลั่นว่า ‘ชีวิตฉันจบสิ้นแล้ว” เพราะว่าขณะที่แม่เฒ่าราดน้ำร้อนลงเสื้อคลุมนั้น เหาที่อาศัยอยู่ในเสื้อของท่านได้ถูกน้ำร้อนลวกตายหมด ตัวท่านฮ้อเอี้ยฮุ้นเองก็เหมือนถูกลวกด้วยน้ำร้อนด้วยเช่นกัน ท่านรู้ตัวว่ามิอาจจะหลีกพ้นจากภัยพิบัติ อันใหญ่หลวงนี้ได้ ท่านจึงได้สั่งเสียแก่คนทั้ง 5 คน ในตระกูลโล้วให้ จัดการฝังศพของท่านที่หมู่บ้านห่งกัง ในทำเลที่เป็นอัวะกูตี่อันเป็นชัยภูมิที่เป็นมงคลยิ่งแท่นศิลาจารึกที่สุสาน ให้เขียนไว้ว่า สุสานแห่งซักบ้อเซียน ซึ่งได้รับการบูรณะ ในปีกวงลูที่ 13 เจ้าของสถานที่ห่งกังคือ โหล่ว เกี้ยก นับจากสมัยราชวงศ์หมิงจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 600 ปี มาแล้ว ตามคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมายังมีอีกว่าก่อนที่ฮ้อเอี้ยฮุ้น ท่านจะสิ้นใจเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของแม่เฒ่าตระกูลโล้ว ท่านได้สอบถามความเห็นของแม่เฒ่าว่า แม่เฒ่าต้องการน้ำมันงา 3 เต้า หรือต้องการเสื้อคลุมของผู้มีบุญ ซึ่งหมายถึงการได้เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทุกชาติไป หรือว่าต้องการได้หมวกสำหรับผู้มียศถาบรรดาศักดิ์สวมใส่จำนวน 18 ใบ ท่านแม่เฒ่าคิดว่าเป็นการพูดหยอกล้อเล่นจึงปล่อยให้วาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เหมือนลมพัดผ่านหู และตอบกลับไปว่า คนบ้านนอกคอกนาเป็นชาวไร่ชาวนา ขอให้มีข้าวกินมีงานทำก็ดีถมไปแล้วละท่านฮ้อเอี้ยฮุ้นเห็นว่าแม่เฒ่า ไม่ใส่ใจในวาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน จึงได้ทิ้งคำกลอนไว้เป็นอนุสรณ์ดังนี้ - ใครจักรู้ว่าข้าสรรเสริฐดวงวิญญาณกษัตราโดยจารึกไว้เป็นอักษร- กระเรียนป่าหินจากที่สูงมา ณ สถานที่แห่งนี้- เบิกเมฆเห็นที่นอนของเฒ่า ( ที่ตั้งฮวงจุ้ยที่ดีที่สุด )- หลังจากข้าวายชีวาแล้ว จักรู้ว่าข้าคือเซียน ( เทพเจ้า ) คำกลอนที่ใช้ท่องจำ สรรเสริฐสืบต่อกันมาในประโยคที่3 อาจผิดพลาด ท่านผู้รู้โปรดแก้ไขด้วย- คุณงามความดีสุดคณานับ จักคงร่องรอยไว้ให้จารึกสืบไป จากคัมภีร์เหล่งซัว มีบทกลอนบันทึกไว้ดังนี้ ‘จะถึงเก๋าหยงจิวได้อย่างไร เมฆ คล้อยไปดาวจรัสแสงรายรอบ ’’สถานบวงสรวงเทพเจ้า ร่องรอยเซียนที่ห่งกันเลื่องระบือไกล อาจารย์กับศิษย์ร่วมกัน ณ เมืองอั่งเอี๊ยง อั่งเอี๊ยงเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศสน์สวยงาม เป็นแหล่งรวบรวมคุณงามความดีนับประการที่มีรอยจารึกฝากไว้มาชั่วกาลนาน ’’ ณ ริมแม่น้ำเหลียงกัง ทางด้านนอกประตูทิศใต้ ( หน่ำมึ้ง ) หมู่บ้านห่งกั้ง ตำบลกุ้ยสือ อำเภอเตี่ยเอี้ยมีสุสานโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือสุสานขององค์ฮ้อเอี้ยฮ้ง เซี้ยโจ้ว มีแท่นศิลาจารึกไว้ว่า สุสานที่กำเนิดเทพเจ้าซักบ้อเซียน บูรณปฏิสังขรณ์ในปีรัชกาลวงสูที่ 13 ตระกูลโล้วเจ้าของห่งกั้งผู้สร้าง นับจากรัชสมัยราชวงศ์หมิงจนถึงประจุบันสุสานแห่งนี้มีอายุยาวนานถึง 600 กว่าปี สถานที่แห่งนี้เป็นเนินมีลักษณะเหมือนเต่าที่มีชีวิต ด้านหนึ่งติดริมแม่น้ำ สายน้ำสะท้อนประกายดั้งคลื่นสีหยกน้ำในคลองไหลวน แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไหลต่อเนื่องไม่ขาดสาย ในช่วงที่เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในรอบ 70 ปี ซึ่งไม่ค่อยปรากฏภัยแล้งเช่นนี้มาก่อนเลยในประวัติศาลตร์ก้นแม่น้ำเหลียงกัง แห้งขอดจนเป็นทางเดินม้า แต่สระด้านหน้าสุสานกลับมีน้ำลึก 3 เมตรกว่า น้ำในสระทั้งใสและหวานชื่นยามใดที่แม่น้ำเหลียงกังขาดแคลนไม่อาจใช้เป็น แหล่งน้ำได้ สระน้ำแห่งนี้สามารถหล่อเลี้ยงชาวบ้านบ้านใกล้เรือนเคียงได้ถึง 3 ตระกูล คือ ตระกูลแพ้ ตระกูลเบ๊ และตระกูลโล้วหงส์เหิรบินข้ามครองสายน้ำไหลผ่านทั้งทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ตลอดไปยังแดนไกลหงส์ร่อนเหนือฟ้าแดนหงส์แจ่มจรัสร่องรอยโบราณแห่งเทพเจ้าซัก บ้อเซียน กลายเป็นตำนานเล่าขานและสรรเสริญสืบต่อกันมาตราบชั่วกาลนาน
ข้อมูลประวัติโดย :
มูลนิธิแสงพระธรรม(พ่งไล้เช็งเซียมเกาะ)
สมาคมพุทธธรรมสงเคราะห์ เกาะ 3
มูลนิธิระนองสงเคราะห์ เกาะ 11
มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต องค์กรสาธารณะประโยชน์ เกาะ 10 มูลนิธิพุทธธรรม ฮุก 31 เกาะ 19
มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เกาะ 21




/ภัทรพงศ์ ช้างเขียว รายงาน

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.